Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

Home

ธุรกิจSMEsปรับกลยุทธ์ ก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

ธุรกิจSMEsปรับกลยุทธ์ ก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

ธุรกิจ SMEs ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในโลกยุคดิจิทัล เพราะไอเดียธุรกิจจะเป็นจักรกลสำคัญ ในการเสริมธุรกิจ SMEsไทย ให้มีศักยภาพแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

จากหลายปีที่ผ่าน กระแสเศรษฐกิจโลกที่ปักหัวดิ่งลงยาวนาน ส่งผลให้เศรษฐกิจทุกประเทศทั่วโลกชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้น พร้อมกำลังการขยายตัวดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ โดยหันไปใช้สื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น ดังนั้น หากไม่มีการปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจยุคใหม่ ผู้ประกอบการอาจต้องปิดตัวเองไปในที่สุด

วนชย กาญจนศรนายวันชัย กาญจนศิริ ผู้อำนวยการธนาคารธนชาต สาขาขอนแก่น เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในทุกประเทศทั่วโลก และจากสถิติสถาบันการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ประมาณหนี้โลกปรับขึ้น 5% หรือประมาณ 327% ของ GDP ในประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศยุโรป จีน และอเมริกา ซึ่งใช้เงินกู้สูงมาก ทำให้สภาวะของหนี้มีการปรับตัวสูงขึ้นเป็น 217 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 7,500 ล้านล้านบาท และในปี 2560 นี้ มองว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 3.3 - 3.6% เศรษฐกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา และเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังพัฒนา น่าจะมีอัตราการเติบโตสูงขึ้น เป็นปัจจัยที่จะทำให้ตัวเลขเฉลี่ย GDP โลกปรับตัวสูงขึ้นด้วย คาดว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ระดับ 1.8-2% ส่วนประเทศกำลังพัฒนาและประเทศตลาดเกิดใหม่ มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 4.6-5% กระแสโลกาภิวัฒน์จากการเปิดตลาดการค้าเสรีจะให้น้ำหนักกับการทำข้อตกลงทางการค้าและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแบบทวิภาคีมากขึ้นกว่าระบบพหุภาคี 

สถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทย ถึงแม้จะมีผลกระทบต่อการส่งออกที่ลดลงไปบ้าง แต่เชื่อว่าจะสามารถผ่านช่วงวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ โดยเฉพาะภาวะหนี้ภาคครัวเรือนที่มีอัตราการลดลงและกลับเข้าสู่ระดับแนวโน้มปกติหลังการปลดล็อกรถคันแรก โดยมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนหลายอย่าง อาทิ การครบสัญญาถือครองรถคันแรกสามารถขายรถออกไป และซื้อรถใหม่ทดแทนได้ ทำให้เศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่กลางปี 2560 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังมีปริมาณผู้บริโภคที่ใช้รถยนต์มานานกว่า 10 ปี และต้องการเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ เพราะไม่คุ้มเมื่อต้องจ่ายค่าซ่อมบำรุงรักษารถเก่า อีกทั้งปัจจุบัน ค่ายรถยนต์ทุกแบรนด์ต่างนำเสนอเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีระบบความปลอดภัยสูง ประหยัดเชื้อเพลิงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเทคโนโลยีดิจิทัลที่นำเข้ามาผสมผสานในการควบคุมระบบอำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่ ล้วนเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่ง่ายขึ้น เชื่อว่าอุตสาหกรรมรถยนต์จะส่งผลตอบรับที่ดีในไตรมาสกลางปีนี้อย่างแน่นอน นายวันชัย กล่าวและว่า

ปี 2560 กลุ่มประเทศอาเซียนมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยที่ 5-6% โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอินโดจีน ประเทศในแถบชายแดนไทย ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลบวกต่อการค้าชายแดนภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เป็นปีที่เศรษฐกิจภายในประเทศไทยขยายตัวดีที่สุดในรอบสี่ปีที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยโดยภาพรวมจะอยู่ที่ 3 – 4 % ภาคการลงทุนเอกชนและภาคการท่องเที่ยวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ การลงทุนมีอัตราการเติบโตราว 5% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่ำ 3% การส่งออกเริ่มฟื้นตัวทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น การลงทุนก่อสร้างของภาคเอกชนมีความสัมพันธ์ตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง และต่อยอดให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น ภาคการบริโภคฟื้นตัวไม่มากนัก สาเหตุจากระดับรายได้ของประชาชนโดยทั่วไปไม่เพิ่มขึ้นจากเดิม

นายวันชัย กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยกำลังปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 คนไทยต้องสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ สร้างเครือข่าย สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และนำไปสู่การผลิต เป็นการทำงานน้อยลงแต่ได้ผลผลิตมากขึ้น ระบบการทำงานที่ใช้กำลังคนจะลดปริมาณลง โดยการนำเทคโนโลยีมาทดแทนในการทำงาน ตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมหรือกิจการที่มีภาวะฟองสบู่ อาทิ สื่อสารมวลชนโดยเฉพาะทีวีดิจิตอล ธุรกิจโฆษณาประชาสัมพันธ์ กิจการอุดมศึกษา กิจการธนาคาร หรือธุรกิจการเงินแบบเดิม จะหมดไป ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ หรือธุรกิจ SMEs ขนาดเล็ก หากยึดติดรูปแบบการบริหารงานแบบเดิมๆ ก็ไม่ต่างกับการเดินถอยหลังลงคลอง ธุรกิจไม่มีความมั่นคงถ้าไม่รู้จักการเปลี่ยนแปลง ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมการบริโภคของกลุ่มลูกค้าเปลี่ยนไปมาก จากเดิมที่ร้านค้าต้องสต็อกสินค้าไว้ และทยอยจำหน่ายออกไปไม่มีอะไรพิเศษ สินค้าเป็นแพ็คเก็จเดิมๆ ไม่มีการปรับลูกเล่นให้ดูโดดเด่นมากนัก แต่ปัจจุบัน ลูกค้าจะนำมาปรับแต่งและใส่ไอเดียของตัวเองลงไป สร้างเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ออกมา โดยที่สินค้านั้นอาจจะไม่ได้ต่างจากเดิมเลย แต่มีรูปลักษณ์ที่แปลกตาและตรงใจผู้บริโภคที่นิยมใช้ของแปลกใหม่ตลอดเวลา โดยเฉพาะไม่มีต้นทุนในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ได้ครอบคลุมมากกว่ารูปแบบการประชาสัมพันธ์แบบเดิมๆ

ทำธุรกิจต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าผ่านสื่อออนไลน์มากกว่าการเดินช็อปในแหล่งรวมสรรพสินค้าต่างๆ ที่มักเจอปัญหาไม่สะดวกในการเดินทาง ปัญหาที่จอดรถ หรือสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ การเลือกซื้อสินค้าผ่านสื่อออนไลน์จึงเป็นทางเลือกที่สะดวกสบาย อีกทั้งชำระเงินได้หลายช่องทางโดยไม่เสียเวลาในการเดินทาง ทำให้เกิดสินค้าแบรนด์ใหม่ที่ปรับแต่งรูปแบบให้ดึงดูดโดนใจ และหลากหลาย รวมถึงอาหาร ร้านค้า สถานที่ตั้ง ที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ใช้การประชาสัมพันธ์ให้รับรู้ได้ถึงแหล่งที่ตั้ง เส้นทางการเดินทาง โลเกชั่น โดยอัฟรูปภาพรวมถึงแผนที่การเดินทางแบบครบวงจรบนออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เว็บไซต์ ยูทูบ ซึ่งไม่ต้องลงทุนในการประชาสัมพันธ์ แต่สามารถเข้าถึงได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย และยังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว นับเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อ-ขายที่แตกต่างจากรูปแบบเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น หากผู้ประกอบการที่ยังไม่เรียนรู้และพัฒนาธุรกิจให้ทันโลกโซเชียลในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่มีจำนวนร้านค้าออนไลน์เกิดใหม่แทบทุกวัน และเริ่มเข้าสู่การแข่งขันสูงขึ้น อาจก้าวตามกระแสธุรกิจยุคใหม่บนโลกออนไลน์ไม่ทัน