Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

Home บรรณาธิการบริหาร
บรรณาธิการบริหาร

อย่าโหนกระแส แห่ตามกัน

อีเมล พิมพ์ PDF

อย่าโหนกระแส แห่ตามกัน

สถานการณ์ขณะนี้ ในโลกโซเชียลมีเดีย ทุกคนมีเจตนารมณ์เดียวกันคือ ส่งเสริมคนดีและ “รุมประณามคนทำผิด” ไม่ให้มีที่ยืนในสังคม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา "สื่อสังคมโซเชียลมีเดีย" มีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี หลายเรื่องนำเสนอโดยไม่ผ่านการคัดกรอง เป็นเรื่องน่าห่วง หากไม่ป้องกันจะกลายปัญหาใหญ่ของสังคมในอนาคต

หลายคนหลงประเด็น คิดว่าการแสดงความคิดเห็นอย่างสุดโต่ง สุดขั้วออกมาแล้วมีผู้สนับสนุนที่มาจากยอดผู้ชม ยอดไลค์ ยิ่งทำให้เป็นตัวกระตุ้น ให้มีผู้ที่อยากแสดงออกทางสื่อประเภทนี้ โพสต์ออกมามากขึ้น

บางคนโหนกระแสในสถานการณ์แล้วอ้างตัวเองว่า ทำดีดราม่าโพสต์ชี้หน้าด่าคนโน้นคนนี้ ปั้นแต่งว่าตัวเองเป็นคนดี คนอื่นเป็นคนเลว ทำอย่างนี้ก็ดังเพียงชั่วข้ามคืนไปเลย และอาจดับในเวลาต่อมา

ยิ่งมีคนมากระหน่ำกดไลค์ ยอดคนเข้าดูสูงลิ่ว และมีคนมาแชร์ออกไปมากๆ ยิ่งได้ใจ ว่าตัวเองเก่งกาจ เป็นผู้รู้ ยิ่งมีสื่อออนไลน์หลักเอาไปแชร์ขายข่าวต่อ สะใจกันไปทั้งวงการ

ทำให้ปัจจุบันมักจะเห็นพฤติกรรมใช้สื่อออนไลน์เป็นที่ระบายออกทางอารมณ์ โดยขาดการวิเคราะห์ ไตร่ตรอง มากขึ้นและพร้อมที่จะขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว

ในโลกของสื่อสังคมโซเชียลมีเดียมีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี ซึ่งบางครั้งถูกนำเสนอออกไปโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ก็จะส่งต่อกันออกไปอย่างรวดเร็ว และอาจนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบตามมา

การทำความดีเพื่อส่วนรวม กับการ โหนกระแสนั้น มันต่างกันมากมายนัก

ก็วิงวอนนักเลงคีย์บอร์ดทั้งหลาย พวกท่านมีชื่อเสียงอยู่แล้ว เป็นที่รู้จักของประชาชน อย่าได้เอาสถานการณ์สำคัญ เหตุการณ์ที่สะเทือนใจ มาแบ่งแยกคนไทย และมาทำลายความมั่นคงของสังคมให้บอบช้ำอีกเลย

ลองคิดดู ประเทศจะอยู่อย่างสงบได้อย่างไร หากผู้คนในสังคมยังใช้สื่อโซเชียลโจมตีให้ร้ายกัน จนร้อนเป็นไฟเช่นทุกวันนี้

 

ปลูกจิตสำนึก สร้างวินัยจราจร

อีเมล พิมพ์ PDF

ปลูกจิตสำนึก สร้างวินัยจราจร

          อุบัติเหตุทางจราจร เป็นเหตุของความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ปรากฏเห็นแทบทุกวัน สาเหตุมาจากการขับรถด้วยความเร็วสูง หรือต้องมาจบชีวิตเพราะความไม่พอใจของคู่กรณีที่จอดรถขวางทางเข้าออก

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลจากปัญหาคนไทยขาดวินัยจราจรและมารยาทที่จะใช้ถนนร่วมกัน สาเหตุส่วนเกิดขึ้นมาจากการขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมาย ขับรถตัดหน้า หรือขับรถตามหลังรถคันอื่นในระยะกระชั้นชิด ขับแซงอย่างผิดกฎหมาย ฝ่าฝืนสัญญาณ /เครื่องหมายจราจร และ ขับรถขณะเมาสุรา

ถ้ามองอย่างผิวเผินจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจเห็นเป็นเรื่องความขัดแย้งหรือความไม่พอใจส่วนตัวหรือความประมาทในการใช้รถใช้ถนน แต่ถ้าพิจารณาให้ถี่ถ้วน จะเห็นว่าความอดทนของผู้ขับขี่เริ่มน้อยลงและเกิดโทสะมากจนเป็นเหตุนำไปสู่การฆ่าและทำร้ายกัน

อะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริง และยิ่งต้องตั้งคำถามให้มาก เพราะไทยเป็นประเทศที่ขนานนามว่าเป็นเมืองพุทธ คนในประเทศส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ เกิดอะไรขึ้นกับสังคมชาวพุทธของเรา การให้อภัยกันยังมีอยู่หรือไม่ การไม่เบียดเบียนกันและการให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันของเราหายไปไหน

สาเหตุของอุบัติเหตุ มักมาจากเรื่องของสภาพร่างกายไม่พร้อม ง่วงนอน ประมาทด้วยฤทธิ์จากการดื่มสุรา หรือสารเสพติดต่างๆ นอกจากนี้ความบกพร่องของจิตใจและอารมณ์ กลุ้มใจ วิตกกังวล หงุดหงิด ฉุนเฉียว รวมถึงการขาดความรู้ความชำนาญ ในเรื่องของรถที่ใช้ขับ ไม่รู้กฎจราจร และไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือข้อบังคับ

จากสาเหตุของสภาพผิวจราจรเป็นหลุมเป็นบ่อ มีเครื่องกีดขวางมากๆ หรือถนนที่แคบถนนที่ลื่น มีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ สภาพแสงสว่างบนถนนหรือไม่มีไฟส่องสัญญาณทางแยก ถนนมืดไม่มีไฟฟ้าทำให้มองไม่เห็นทาง

สาเหตุจากการบังคับใช้กฎหมาย ขาดการประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนทราบกฎระเบียบข้อบังคับและบทลงโทษ หรือค่าปรับน้อยไปยังไม่เหมาะสม ทำให้มีการฝ่าฝืนกฎจราจรอยู่เสมอ

ใบอนุญาตขับขี่ยานยนต์ มิได้กำหนดอายุสูงสุดของผู้ขับขี่ รวมทั้งการศึกษาขั้นต่ำของผู้ขับขี่ ก็อาจทำให้เกิดการผิดกฎจราจรและทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่จราจรก็ยังจับกุมไม่จริงจัง ไม่เข้มงวดในการดำเนินคดี หรือจับกุมผู้กระทำผิด อะลุ่มอล่วยมากเกินไปไหม เป็นสาเหตุให้ผู้ขับรถ หรือใช้รถใช้ถนนอย่างเสรี ตามอำเภอใจซึ่งมักทำให้เกิดอุบัติเหตุ 

 

ขอขอบคุณจากใจคนทำงาน

อีเมล พิมพ์ PDF

ขอขอบคุณจากใจคนทำงาน

ปลื้มใจ และตื้นตันใจมากครับ ที่ผู้ใหญ่หลายท่านให้ความสำคัญ เสียสละเวลา ไปร่วมฟังการเสวนา “ใช้สื่อยุคใหม่อย่างไรให้สร้างสรรค์” ภายใต้สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม เมื่อวันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม 2559 ที่ห้องมงกุฎเพชร 1 โรงแรมโฆษะ อ.เมือง จ.ขอนแก่น

ก่อนจัดงาน สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดขอนแก่น ได้ประชุมคณะกรรมการ ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมงานไว้ที่ 100 คน โดยคาดหมายว่า มีมาสักประมาณ 70 คน ก็หรูแล้ว ไม่กล้าคิดการณ์ใหญ่ เพราะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งก็เป็นที่รู้กันนะครับว่า ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันก็เลือดตากระเด็นกันทุกเจ้า ทุกวงการ

แต่ก็เป็นความโชคดีของผม ของสมาคมฯ ที่ได้เพื่อน บสส.6 ช่วยกันให้การสนับสนุน จนกล้าพูดได้ว่า เราแทบไม่ต้องรบกวนหน่วยงาน องค์กร หรือผู้ประกอบการในพื้นที่เลย ในการจัดงานครั้งนี้

หลังจากที่มีการประชาสัมพันธ์ พร้อมส่งหนังสือเชิญไปยังหน่วยงานต่างๆ เสียงตอบรับที่กลับมา ทำให้ต้องมีการเรียกคณะกรรมการสมาคมฯ มาประชุมหารือกันใหม่ พูดง่ายๆ ก็คือ มาตั้งหลักกันใหม่

เพราะทุกหน่วยงานให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของตำรวจภูธรภาค 4 ,แบงค์ชาติ ขอนแก่น ,หน่วยงาน ,องค์กรเอกชน และโดยเฉพาะสถาบันการศึกษา ทั้งในขอนแก่น และจังหวัดใกล้เคียง ตอบรับเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง เกือบ 400 คน (วันงานมีผู้ลงชื่อร่วมงาน 360 คน ไม่ร่วมคณะกรรมการจัดงาน)

ปัญหาหนักเกิดขึ้นกับฝ่ายจัดการ ต้องสั่งเพิ่มอาหารว่าง เสริมเก้าอี้ให้เพียงพอที่จะรองรับผู้ที่จะมาร่วมงาน

คณะกรรมการฯ เองก็มาพูดคุยกันถึงสาเหตุที่มีเสียงตอบรับร่วมงานเกิดคาดหมายว่า มาจากอะไร พอสรุปได้ว่า ชื่อเสียงของวิทยากรทั้ง 3 ท่าน เป็นจุดดึงดูดอันดับแรก ข้อสองคือหัวข้อเรื่องที่จะทำการเสวนา เป็นเรื่องที่อยู่ในกระแส และความสนใจของสังคม

ในนามของ สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดขอนแก่น และเครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคอีสาน ขอขอบพระคุณท่าน นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธ์ ที่ให้เกียรติมากล่าวเปิดการเสวนา ท่านรอง ผบ.มทบ.23 พ.อ.สมชาย ครรภาฉาย ที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนให้ความรู้กับผู้เข้าร่วมเสวนา ท่าน  พ.ต.อ.สุภากร คำสิงห์นอก รอง ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น และผู้ใหญ่อีกหลายท่านที่ผมไม่ได้กล่าวนามในที่นี่ ... ขอบคุณครับ

 

สวัสดีปีแพะ ปีแห่งความหวังของคนไทย

อีเมล พิมพ์ PDF

สวัสดีปีแพะ ปีแห่งความหวังของคนไทย

เริ่มศักราชใหม่ เรามักจะคาดหวังในสิ่งใหม่ๆ ที่ดีงามคาดหวังในความเจริญ ก้าวหน้า นอกจากตัวเอง ครอบครัวและญาติพี่น้องแล้ว เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะคาดหวังให้สังคมมีความสุขสงบ ประเทศชาติเดินหน้าพัฒนาได้โดยไม่มีอุปสรรค

เท่าที่ได้อ่านคำทำนายทายทักจากโหรเศรษฐกิจ และนักวิเคราะห์การเมืองทั้งหลาย ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ปีใหม่ 2558 นี้ น่าจะเป็นปีที่ดีไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจ

ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เกิดความมั่นใจ และพยากรณ์ว่าปี 2558 เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น คาดกันว่าจะเติบโตได้ถึงร้อยละ 4 เทียบกับปี 2557 ที่ผ่านไป ที่ค่อนข้างฝืด

ก็ขอภาวนาให้ปี 2558 เป็น ปีแพะเริงร่าสนุกสนานเบิกบานใจ อย่าได้มีอะไรมาทำให้พลิกผันเปลี่ยนไปจนกลายเป็น ปีแพะรับบาปหรือ แพะเจ้าเล่ห์ไปเสียก็แล้วกัน เพราะเราเจอทุกข์ เจอโศกกันมามากแล้ว ไม่อยากจะเจออีก

ในปีที่ผ่านมาประชาชนคนไทย ประสบวิกฤตหลายด้าน ทั้งปัญหาการเมือง เศรษฐกิจชะลอตัว ประสบภัยพิบัติทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง แต่สุดท้ายคนไทยก็หันหน้ามายิ้มให้กัน ร่วมใจกันฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปด้วยกัน

เราโชคดีที่มีศูนย์ร่วมใจเดียวกัน คือองค์พระประมุขของชาติ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ต่างเฝ้ารอชื่นชมพระบารมี บางคนแค่ทราบข่าวว่าพระองค์ท่านจะเสด็จลงมาจากที่ประทับแรม โรงพยาบาลศิริราช ก็มาจองที่นั่งใกล้เส้นทางเสด็จผ่านตั้งแต่ยังไม่มืด ทนนั่งรอข้ามวัน ขอเพียงได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์

พร้อมเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” พร้อมกันโดยมิต้องนัดหมาย เพื่อเป็นการส่งเสียงสัญญาณให้ทั่วโลกได้ทราบว่า คนไทย “รักในหลวง” เราทำได้ทุกอย่าง ขอเพียงให้พระองค์ท่านหายป่วย มีพระพลานามัยแข็งแรง และเห็นรอยยิ้มของพ่อ ก็เป็นสุขใจแล้ว ....

 

สื่อออนไลน์ เหมือนดาบสองคม

อีเมล พิมพ์ PDF

สื่อออนไลน์ เหมือนดาบสองคม

ทุกวันนี้ “สื่อออนไลน์” เป็นสื่อที่กำลังมาแรงกว่าสื่อชนิดอื่น ๆ ถือเป็นสื่อใหม่ที่กำลังท้าทายมนุษย์ทุกสาขาอาชีพ จนบางครั้งเราก็ละเลยการสื่อสารแบบหันหน้าพูดคุยกันไป ขนาดนั่งกินข้าวกันอยู่โต๊ะเดียวกัน แต่ยังคุยกันบน Line ซะงั้น

อย่างไรก็ตามโซเชียลเน็ตเวิร์คก็เป็นดาบสองคมเหมือนกัน อย่าลืมว่าหากคิดจะนินทาใครบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ล่ะกัน ชาวบ้านเค้าก็รู้กับคุณด้วยนะ ยิ่งเราสื่อสารกันแบบออนไลน์มากเท่าไหร่ การสื่อสารแบบเห็นหน้าเห็นตาก็มีคุณค่าลดน้อยลง

ข่าวสารต่างๆ แชร์กันบนออนไลน์เร็วกว่าสื่อดั้งเดิม เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เสียอีก เมื่อข่าวสารมาถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว เป็นหน้าที่ผู้รับสารที่จะตัดสินใจเองว่าข่าวนี้จริงหรือมั่วนิ่ม อาจจะดูจากความน่าเชื่อถือของผู้สื่อสารข้อมูลนี้ก็ได้

สื่อออนไลน์ ถือเป็นสื่อที่มีความรวดเร็ว มีความสะดวกในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ โฆษณา และมีค่าใช้จ่ายไม่สูงนักถ้าเทียบกับการใช้สื่อชนิดอื่น

ใครๆ ก็สามารถแชร์ข้อมูลข่าวสาร ความคิดเห็นต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดียได้อยู่แล้ว แต่ถ้าข้อความที่แชร์ไปนั้นมันบิดเบือนความจริง เป็นเท็จ และส่งผลความเสียหายต่อบุคคล หรือองค์กรที่พูดถึงนั้นล่ะ เราจะทำยังไงกัน

ยิ่งในขณะนี้ “Social Media” หรือ “สังคมออนไลน์ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ในการแบ่งปันข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้ใช้ด้วยกัน เพราะลักษณะเด่นและเสน่ห์ของมันที่ทำให้การมีส่วนร่วมง่ายเพียงการพิมพ์หรือคลิก ผู้รับสารก็จะสามารถกลายเป็นผู้ส่งสารได้ในเวลาเดียวกัน Facebook Twitter และ Line จึงเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการนำเสนอข้อมูลของผู้ใช้ที่มีเนื้อหาความยาวไม่มากนัก

สื่อออนไลน์ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนไปแล้ว ซึ่งถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของมนุษยชาติ เสมือนเป็นดาบสองคม แง่หนึ่งก็มีประโยชน์ แต่อีกแง่ก็มีโทษเช่นกัน มีผลกระทบต่อทุกๆ คน ถ้าเราใช้อย่างถูกต้องก็จะเกิดประโยชน์ต่อเรา ถ้าใช้ในทางที่ผิด ผลกระทบในด้านที่ไม่ดีก็จะเกิดกับตัวเรา

เมื่อจะแชร์อะไรก็ตาม พึงตระหนักในเรื่องมุมมองและความคิดเห็นอื่นที่อาจเกิดขึ้นทั้งแง่บวกและแง่ลบ ควรนำไปใช้ในเชิงสร้างสรรค์ อย่าลืมว่าข้อความเพียงข้อความเดียวก็สามารถสร้างความสั่นสะเทือนถึงคนทั้งสังคม

ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ Social Media ด้วยวัตถุประสงค์อะไรก็ตาม ควรระมัดระวัง เรื่องการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ คิดก่อนทำ ไม่เช่นนั้นคุณอาจจะต้องมาเสียใจในภายหลัง เพราะสิ่งที่เสียไปคงยากที่จะเรียกกลับคืน

แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 01 กุมภาพันธ์ 2015 เวลา 14:05 น.
 


หน้า 1 จาก 9